บริการจัดการอาคาร: ตรวจสอบคุณภาพ ระบบไฟฟ้าโรงงาน

บริการจัดการอาคาร: ตรวจสอบคุณภาพ ระบบไฟฟ้าโรงงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขับเคลื่อนของเครื่องจักรต่างๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมแทบทุกประเภท จำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อน

ซึ่งกระบวนการผลิตที่ดีนั้น เครื่องจักรต้องสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลิตสินค้าได้คุณภาพตามมาตรฐาน และตรงตามเวลาที่กำหนดโดยมีระบบไฟฟ้าโรงงานเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ เพราะต้องยอมรับว่าคุณภาพของระบบไฟฟ้าโรงงานนั้น มีความสำคัญมาก หากระบบไฟฟ้าโรงงานมีปัญหา จะทำให้เกิดอันตรายและส่งผลอย่างรวดเร็วต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินภายในโรงงาน อีกทั้งคุณภาพไฟฟ้าโรงงานยังมีผลต่อความสามารถในการประหยัดต้นทุนที่เกิดจากการรั่วไหลของไฟฟ้า ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิต ทำให้ต้นทุนต่ำลง สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการช่วยประเทศชาติลดใช้พลังงานอีกทางหนึ่งด้วย

ปัญหาที่พบบ่อยในระบบไฟฟ้าโรงงาน

– ผู้ใช้งานขาดความรู้ ความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าโรงงานและมองข้ามความสำคัญของผู้ดูแลระบบไฟฟ้าโรงงาน
– ขาดความรู้ความเข้าใจในแปลนระบบไฟฟ้าโรงงาน ซึ่งอาจจะมีการต่อเติมระบบไฟฟ้าไม่ถูกหลักวิชาการและไม่เป็นระบบ
– ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่มีมาตรฐาน เน้นราคาถูก ไม่เน้นคุณภาพ
– ขาดช่างเทคนิคไฟฟ้าที่มีความสามารถในการดูแลระบบไฟฟ้าโรงงาน
– ขาดการประสานงานที่ดี ระหว่างฝ่ายผลิตและฝ่ายซ่อมบำรุง ทำให้เข้าใจผิดในการสั่งงาน อาจทำให้เกิดอันตรายได้
– ขาดความเอาใจใส่ และไม่ให้ความสำคัญ กับการตรวจสอบระบบไฟฟ้า โรงงานและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าโรงงานประจำปี

วิธีป้องกันการเกิดปัญหาในระบบไฟฟ้าโรงงาน

– ผู้ใช้งานหรือดูแลระบบไฟฟ้าต้องศึกษาหาความรู้ ทำความเข้าใจในระบบไฟฟ้า และแปลนระบบไฟฟ้าโรงงาน
– โรงงานอุตสาหกรรม ต้องมีการตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงานและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าโรงงานประจำปีทุกๆ ปี
– ควรมีการประสานงานระหว่างฝ่ายผลิตและฝ่ายซ่อมบำรุงไฟฟ้าให้ชัดเจน
– ควรใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับมาตรฐาน เน้นคุณภาพมากกว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่าย
– คัดสรรช่างเทคนิคไฟฟ้าประจำโรงงาน ที่มีความรู้ ความสามารถ เพื่อดูแลตรวจสอบระบบไฟฟ้าในโรงงาน หรือซ่อมแซมระบบฯ เบื้องต้นได้

ปัจจัยที่ต้องพิจารณา เกี่ยวกับงานระบบไฟฟ้าของโรงงาน

1. ขนาดของโรงงานและกำลังไฟฟ้าที่ใช้ มีผลกระทบต่อการเลือกระดับแรงดันของระบบไฟฟ้าในโรงงาน ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังการลงทุนในอุปกรณ์ และอัตราค่าไฟฟ้าตลอดจนมาตรฐานที่การไฟฟ้าฯ ใช้ควบคุมการใช้ไฟของโรงงาน

2. กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรม ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้นำในการลงทุน เพื่อคุณภาพของระบบไฟฟ้าของโรงงาน ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของกระบวนการผลิตออกเป็น 3 รูปแบบ คือ
– กระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง Continuous Flow เช่น อุตสาหกรรมเคมี โรงกลั่น เป็นต้น ระบบไฟฟ้าขัดข้องอาจทำให้สินค้าที่อยู่ในกระบวนการผลิตทั้งหมดเสียหาย ต้องนำไปทำลาย ค่าเสียหายจากการที่ระบบไฟฟ้าขัดข้องจึงสูง การลงทุนให้ระบบไฟฟ้าภายในโรงงานมั่นคงจึงคุ้มค่า
– กระบวนการผลิตแบบ Batch Flow เช่น โรงงานทอผ้า อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปบางประเภทโรงถลุงเหล็ก เป็นต้น การขัดข้องของระบบไฟฟ้าอาจทำให้สินค้า Lot นั้นคุณภาพไม่ได้มาตรฐานต้องทำลายทิ้ง หรือจำหน่ายเป็นสินค้าเกรดต่ำ หรือต้องเริ่มต้นกระบวนการผลิตของ lot นั้นใหม่ การตัดสินใจลงทุนเพื่อคุณภาพของระบบไฟฟ้าของโรงงานจึงขึ้นกับระดับความ สูญเสียที่จะเกิดจากระบบไฟฟ้าขัดข้องเฉลี่ยต่อครั้ง
– กระบวนการผลิตที่ไม่ต่อเนื่อง การหยุดการผลิตไม่ได้ทำให้สินค้าหรือวัตถุดิบที่อยู่ใน Production Line เสียหาย เช่น อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ โรงงานผลิตชิ้นส่วน อะไหล่ โรงโม่หิน เป็นต้น

3. ประเภทของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงาน อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าเป็นต้นกำลังจะมีความต้องการคุณภาพของ Power Supply ในระดับที่แตกต่างกัน โดยจะขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ไฟฟ้านั้น และลักษณะการใช้งาน เช่น อุปกรณ์ Motor ไฟฟ้าใช้กับไฟ 3 Phase เป็นต้น ทั้งนี้ ระบบไฟฟ้าของโรงงานจะต้องออกแบบให้เป็นต้นกำลังที่เหมาะสมและปลอดภัยเพียงพอกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะต้องใช้ในโรงงาน ซึ่งการวางระบบที่เหมาะสมจะสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า ได้หลากหลายสนองความต้องการในกระบวนการผลิตของโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ

4. ปัจจัย ทุน / ความเสี่ยงในการหยุดการผลิต ในการพิจารณาทางเลือกในการลงทุนในระบบไฟฟ้าของแต่ละโรงงาน การวิเคราะห์ความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ เป็นแนวทางหนึ่งที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ ฐานที่ใช้ในการเปรียบเทียบมักใช้ทางเลือกที่การลงทุนเบื้องต้นต่ำที่สุดเก็นเกณฑ์ ซึ่งทางเลือกที่กำหนดขึ้นเป็นโจทย์ที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้วของแต่ละโรงงาน

ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่ผู้ประกอบการ เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม ควรต้องให้ความสำคัญกับการคุณภาพของระบบไฟฟ้าและบำรุงระบบไฟฟ้าโรงงานเป็นประจำ เพราะเมื่อปัญหาเกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้านั้นยากที่จะแก้ไขและทำทุกอย่างให้กลับคืนมาเหมือนเดิม ซึ่งหลายๆ ครั้งก็พบว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมากกว่าค่าบำรุงรักษาไฟฟ้าหลายเท่าตัวนัก ดังนั้น คุณภาพของระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องลงทุน อย่าให้เกิดกรณีวัวหายล้อมคอก หรือเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายเลยจะดีกว่า