ดูซีรี่ย์ฝรั่ง The Crown Ss4 Netflix

ดูซีรี่ย์ฝรั่ง The Crown Ss4 Netflix การกลับมารอบนี้เล่าเรื่องที่ผู้คนอาจไม่เคยรู้ของ ควีนเอลิซาเบธ มากาเร็ต แทชเชอร์ และ เจ้าหญิงไดอาน่า พร้อมกับเจาะเบื้องลึกของราชวงศ์วินเซอร์ (Windsor) กับปัญหาต่างๆที่รุมเร้าเข้ามาในประเทศอังกฤษเมื่อช่วงต้นและกลางยุค 80s แล้วยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเข้าสู่ยุคใหม่

ซึ่งในสามซีซันก่อนหน้านี้ ตัวเรื่องจะเน้นไปที่ชีวิตแต่งงานของควีนและเจ้าชายฟิลิปส์ รวมถึงชีวิตของบรรดาสมาชิกระดับสูงในราชวงศ์ เช่น เจ้าฟ้าหญิงมากาเร็ต เจ้าฟ้าชายชาร์ล และบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการเมืองอังกฤษ เช่น วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งตัวละครทั้งหมดในเรื่องต่างก็มีตัวตนอยู่จริง

อีกทั้งตัวซีรีส์ยัง “กล้า” ที่จะเอาเรื่องราวความสัมพันธ์ในชีวิตคู่และปัญหาการนอกใจของคนในราชวงศ์มาตีแผ่นชนิดหมดเปลือกจนน่าตกตะลึงด้วย แถมในซีซัน 4 ยังเพิ่มความหนักหน่วงของดราม่าชีวิตคู่สามเส้าระหว่าง เจ้าฟ้าชายชาร์ล เจ้าหญิงไดอาน่า และ คามิลล่า ซึ่งเอาเข้าจริงความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เป็นเรื่องที่คนอังกฤษรับรู้กันมานานและเป็นข่าวชั้นดีให้บรรดาแทปลอยด์สมัยนั้นอยู่แล้วด้วย

ส่วนในพาร์ทการเมือง ยังเป็นการเพิ่มความเข้มข้นสไตล์ทริลเลอร์จากการเล่าเรื่องผ่าน มากาเร็ต แทชเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษในสมัยนั้น ผู้ที่ได้รับฉายาว่า “สตรีเหล็ก” ซึ่งในเรื่องก็จะบอกให้เราได้รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายกหญิงเหล็กคนนี้กับควีนในแบบที่คนภายนอกอาจไม่เคยทราบมาก่อน รวมถึงเจาะประเด็นการแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในอังกฤษ การตัดงบประมาณส่วนต่างๆ ไปจนถึงการประกาศสงครามบุกเกาะฟอร์คแลนด์ ที่กล่าวกันว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อังกฤษและอาร์เจนตินากลายเป็นคู่แค้นที่ชังน้ำหน้ากันมานานจนถึงทุกวันนี้

จุดสำคัญที่ซีรีส์ระดับรางวัลเรื่องนี้ยังคงทำได้ดีเสมอต้นเสมอปลายมาจาก 3 ซีซันแรก คือการ “เล่าเรื่อง” ที่เน้นเจาะเบื้องลึกภายในราชวงศ์วินเซอร์ ซึ่งมีหลายเรื่องที่คนทั่วไปคงคาดไม่ถึง บางเรื่องก็เป็นข่าวลือ และบางเรื่องก็เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่ได้มีการเปิดเผยในช่วงเวลานั้น หรือบางคนอาจเคยรับทราบบ้างผ่านข่าวโทรทัศน์มาบ้าง

สำหรับในซีซัน 4 มีความยากในการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ เพราะจับความในยุค 80s ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่มากขึ้นทุกที อีกทั้งบุคคลสำคัญในซีรีส์ก็ยังเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในเวลานี้ ดังนั้นการบอกเล่าเรื่องราวที่อาจจะส่งผลในแง่ลบต่อบุคคลเหล่านั้นจึงเป็นเรื่องที่ทีมสร้างต้องระวังมาก แต่เท่าที่สร้างออกมาก็ทำได้ดีพอสมควร

แถมจุดสำคัญคือ ยังช่วยให้คนดูได้มี “ความเข้าใจ” ต่อการตัดสินใจต่างๆของบุคคลเหล่านั้น ภายในบริบทและสถานการณ์จริงๆในเวลานั้นมากขึ้น ซึ่งก็อาจจะทำให้คนดูเกิดความรู้สึกเห็นใจต่อบุคคลเหล่านั้นมากขึ้นก็ได้ โดยเฉพาะสามตัวละครหลักที่เป็นตัวเอกของซีซันนี้ร่วมกันคือ ควีนเอลิซาเบธ มากาเร็ต แทชเชอร์ และ เจ้าหญิงไดอาน่า

ด้านนักแสดง นี่คือส่วนดีที่สุดของซีรีส์ เพราะทุกคนแสดงได้อย่างสุดยอด ไม่ว่าจะเป็น Olivia Coleman ในบทควีน และที่ทำได้ดีมากๆจนน่าจะได้มีชื่อลุ้นรางวัลในปีนี้ก็คือ Gillian Anderson ในบทนายกหญิงเหล็ก มากาเร็ต แทชเชอร์ และ Emma Corrin ในบทเจ้าหญิงไดอาน่าวัยแรกรุ่น ทั้งหมดแสดงได้ดีมากๆ ในขณะที่นักแสดงสมทบคนอื่นก็ยังทำได้ดีไม่แพ้กัน

ในแง่การเล่าเรื่อง การกำกับ ถือว่าเป็นจุดแข็งอีกหนึ่งที่ทำได้น่าตะลึง เพราะในหลายตอนจะพบว่า บทพูด ไดอาล็อค ไปจนถึงองค์ประกอบฉากต่างๆ มีการใส่สัญลักษณ์ หรือ สัญญะ ที่สื่อถึงชะตากรรมและอนาคตของเหล่าตัวละครเอาไว้มากมาย ซึ่งถ้าเป็นคนที่ชอบประวัติศาสตรอังกฤษหรือสนใจเรื่องของราชวงศ์วินเซอร์ จะอินเอามากๆครับ ซึ่งบรรดาฉากที่ใส่สัญลักษณต่างๆเอาไว้ก็มีมากมาย ตัวอย่างเช่น

การพบกันครั้งแรกระหว่าง ชาร์ล และ ไดอาน่า ที่เรื่องราวในซีรีส์ได้เสริมแต่งเข้ามาว่าทั้งสองพบกันก่อนหน้าที่ไดอาน่ากำลังซ้อมเล่นละครเพื่อจะไปแสดงละครเวทีเรื่อง Midsummer’s Night Dream ผลงานดังของ วิลเลียม เช็คสเปียร์ ตรงนี้เสมือนเป็นการสื่อถึงความเป็นบุคคลที่เสมือนภาพมายา ความฝัน ที่จะมาและจากไป แต่จะยังคงเป็นที่จดจำของผู้คนไปตลอดกาล

ฉากที่ไดอาน่าไปล่ากวางกับเจ้าชายฟิลิปส์ แล้วไดอาน่ายืนกรานว่า ลมจะมาทางซ้าย ในขณะที่ฟิลิปส์บอกว่าทางขวา แต่สุดท้ายลมมาทางซ้ายจริงๆ สื่อถึงกระแสสังคมและการเปลี่ยนแปลงที่ราชวงศ์จะต้องเผชิญ ซึ่งจุดน่าสนใจคือ ทั้งสองต่างก็เป็นคนนอกที่เข้ามาในครอบครัวนี้เหมือนกัน

บมสนทนาระหว่างไดอาน่าและคามิลล่าในการพบกันครั้งแรก ที่เต็มไปด้วยการสื่อนัยยะเรื่องชีวิตคู่ของพวกเธอหลังจากนี้ ฉากที่ควีนออกมาพบปะประชาชนในสวนหน้าวัง ซึ่งในแถวของผู้คนที่ได้เข้าพบถูกคัดเลือกมาแล้ว เป็นผู้ที่ดูมีฐานะ มีรอยยิ้ม เบิกบาน แล้วภาพตัดไปที่แถวของคนงานยากไร้ ใบหน้าไร้รอยยิ้ม

นำเหตุการณ์ที่ควีนพูดคุยกับ ไมเคิล เฟแกน ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงที่ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนคุยอะไรกัน ออกมานำเสนอปนวิพากษ์สังคมอังกฤษและระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนคนยากจนไม่สามารถสื่อสารปัญหาของพวกเขาให้ สส. นำไปแก้ไขได้แบบในอุดมคติของประชาธิปไตยจริงๆ

ภาพสุดท้าย ที่เป็นการถ่ายรูปครอบครัววินเซอร์ ทุกคนยิ้มแย้ม แต่ไดอาน่ากลับแปลกแยกออกมาคนเดียวในภาพนั้น และเป็นการส่งสัญญาณถึงสิ่งที่จะเกิดในซีซัน 5 ซึ่งจะเป็นยุค 90s ที่ไดอาน่าจะเฉิดฉายถึงขีดสุด และนำพาการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าเดิมมาอีก

ตัวเรื่องยังมีการนำภาพฟุตเทจของเหตุการณ์จริง ฉายสลับกับการเล่าเรื่อง ยิ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักของความสมจริงยิ่งกว่าเดิม ซึ่งมีภาพฟุตเทจมากขึ้นหากเทียบกับสามซีซันก่อนด้วย

ล่าเรื่องที่คนไม่เคยรู้ของ ควีนเอลิซาเบธ แทชเชอร์ เจ้าหญิงไดอาน่า 7นอกจากนี้ ผู้สร้างอย่าง Peter Morgan ก็ยังคงเลือกแนวทางการเล่าเรื่องเหตุการณ์จริง ผสมเรื่องเสริมแต่ง และแฝงการ “วิพากษ์” ของสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็น การใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อของชนชั้นนำ ปัญหาคนตกงาน การทำสงครามที่ทำให้อังกฤษกลับมาเป็นผู้นำแถวหน้าทางทหาร แต่ในขณะเดียวกันก็แลกมากับอะไรหลายอย่าง รวมถึงความพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ

ซึ่งในประเด็นนี้ ตัวเรื่องยังมีการใส่สัญลักษณ์ไว้ผ่านตัวละครของแนวคิดสองฝั่ง โดยมีตัวแทนฝั่งอนุรักษ์นิยมในเรื่องก็คือ ควีน ที่ยังคงยึดแนวทาง ไม่กระทำสิ่งใด ในขณะที่ตัวแทนฝั่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนั้นนำโดย นายกหญิงเหล็ก แทชเชอร์ มุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้พึ่งตนเองได้แม้ว่าเธอจะสังกัดพรรคอนุรักษ์นิยมก็ตาม และทางฝั่งราชวงศ์ ก็มีเจ้าหญิงไดอาน่า ที่เป็นตัวละครที่เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่าเธอไม่ใช่เจ้าหญิงที่จะโอนอ่อนหรือถูกกลืนไปในสถาบันแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งจะเป็นสิ่งที่คนดูคงจะได้รับชมเต็มที่ในซีซัน 5 แน่นอน

ส่วนพาร์ทของ แทชเชอร์ ที่เป็นเรื่องการเมือง ก็ไม่ได้เน้นเล่าในมุมการเมืองจ๋ามากนัก แถมยังเล่าเรื่องของแทชเชอร์ ผู้นำหญิงเหล็กที่มีทั้งคนรักและเกลียดในมิติของการเป็นภรรยาและการเป็นแม่คนได้น่าสนใจเอามากๆ น่าจะทำให้คนดูได้รู้จักตัวตนของ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษ และเป็นนายกอังกฤษที่มีชื่อเสียงโด่งดังอันดับต้นๆคนนี้ได้ดีมากขึ้น โดยในพาร์ทของครอบครัวแทชเชอร์ เรื่องก็จะเล่าโดยตัดภาพสลับกับครอบครัวฝั่งวินเซอร์อย่างมีนัยยะน่าสนใจด้วย

ส่วนจุดด้อยก็มีเล็กน้อย คือคนดูควรต้องรู้บริบททางสังคมและประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยนั้นพอสมควร ไม่เช่นนั้นอาจจะไม่อินหรือไม่เข้าใจสัญลักษณ์ต่างๆที่ถูกใส่มาในหลายแต่ละฉาก และอาจจะไม่อินกับบริบททางความคิดของสังคมอังกฤษในยุคนั้น แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยอะไรมากนัก ต่อให้เป็นคนที่ไม่เคยรู้เรื่องอังกฤษก็ดูได้ เพราะปัญหาต่างๆที่ซีรีส์นำเสนอ ก็มีความใกล้เคียงกับชีวิตผู้คนในเวลานี้จริงๆ